Bluekoff Explorer Bluekoff’s Coffee Farm at Doi Chang

เชื่อว่าหลายคนรู้จัก Bluekoff ในฐานะบริษัทจำหน่ายเมล็ดกาแฟ ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและแปรรูปเมล็ดกาแฟ รวมถึงจำหน่ายเครื่องชงเครื่องบดและอุปกรณ์อื่นๆ แบบครบวงจร แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องพูดถึงเลยก็คือ ไร่ปลูกต้นกาแฟ ที่เป็นดั่งจุดเริ่มต้นของกาแฟ Bluekoff ที่มีความเป็นมาที่พิเศษ ทำให้เมล็ดกาแฟของเรามาอยู่ในจุดที่ดีได้มาตรฐานจนถึงทุกวันนี้

 

และนี่เป็นบทความที่จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับไร่กาแฟของ Bluekoff ให้มากขึ้น ว่าเราเองก็มีไร่กาแฟเป็นของตัวเองนะ…กับ Bluekoff Explorer: Bluekoff’s Coffee Farm at Doi Chang

 

ก่อนอื่นเลย...ทำไม Bluekoff ถึงอยากมีไร่กาแฟเป็นของตัวเอง?

เพราะ Bluekoff ให้ความสำคัญกับต้นน้ำไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่ของเมล็ดกาแฟ อีกทั้งเรามีความเชื่อ ว่าเมล็ดกาแฟที่ดี จะต้องดีมาตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้นเราจึงเริ่มศึกษาเรื่องกระบวนการจัดการไร่กาแฟแบบจริงจังนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา

 

Bluekoff ได้ความรู้ด้านการจัดการและการดูแลต้นกาแฟมาจากคุณ Eko ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมากด้วยประสบการณ์ด้านกาแฟจากประเทศอินโดนีเซีย โดยคุณ Eko ได้เดินทางมายังบ้านดอยช้าง และได้มอบประสบการณ์ด้านการปลูกกาแฟให้กับ Bluekoff และเกษตรกรท่านอื่นๆ จากนั้นเราจึงนำความรู้ที่ได้มา นำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาด้านการปลูก และศึกษาเพิ่มเติมเรื่อยมาตลอดจนทุกวันนี้

 

ในปี พ.ศ. 2560 Bluekoff ได้ซื้อไร่กาแฟในพื้นที่ขนาด 6 ไร่ ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป และตั้งใจทำเป็นพื้นที่สำหรับทดลองปลูกต้นกาแฟ เพื่อเป็นฟาร์มตัวอย่างให้แก่เกษตรกรที่สนใจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ร่วมกับไร่กาแฟของตัวเองได้

 

Bluekoff ได้ทำฟาร์มภายใต้ทฤษฎี Agroforestry หรือคือการทำการเกษตรร่วมกับการรักษาป่าอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่า และคงไว้ซึ่งระบบนิเวศ นอกจากนี้ต้นไม้บางชนิดยังช่วยสร้างอาหารและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย อย่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่ที่ปลูกในไร่กาแฟ ได้แก่ แมคคาเดเมีย อโวคาโด บ๊วย เชอร์รีดอย ลูกไหน กล้วย ไม้ป่าในท้องถิ่น และไม้เนื้อแข็ง เช่น Silver Oak เป็นต้น

 

การปรับพื้นที่ฟาร์ม ทำขั้นบันได และปรับปรุงดิน

เมื่อทำการซื้อฟาร์มแล้ว เราเริ่มต้นด้วยการปรับปรุงพื้นที่ของฟาร์มให้เหมาะกับการปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว เนื่องด้วยการปลูกกาแฟสายพันธุ์อราบิก้าในประเทศไทย จะนิยมปลูกบนพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป ดังนั้นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูกกาแฟจึงมักเป็นพื้นที่อย่าง ภูเขา ซึ่งจะมีความลาดชันค่อนข้างมาก

 

จากนั้นเราจะทำการปรับพื้นที่ให้เป็นขั้นบันได และขุดร่องเล็กๆ ระหว่างบันไดแต่ละขั้น เพื่อให้ง่ายต่อการเดินใส่ปุ๋ย และเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟ ซึ่งประโยชน์ของการขุดร่องเล็กๆ แบบนี้ยังช่วยชะลอการไหลของน้ำและหน้าดินได้ อีกทั้งสามารถกักเก็บสารอาหาร อย่าง แร่ธาตุ ไม่ให้ไหลลงไปยังพื้นที่ด้านล่างหมด ทำให้ต้นกาแฟที่ปลูกบริเวณด้านบนมีความสมบูรณ์ แข็งแรง สารอาหารครบถ้วน และมีน้ำเพียงพอต่อต้นกาแฟ จนสามารถเจริญเติบโตได้ดีนั่นเอง

 

การปรับปรุงและเตรียมดิน

เมื่อปรับขั้นบันไดแล้ว เราจะต้องเตรียมดินก่อนนำต้นกล้ากาแฟมาปลูกล่วงหน้า 1 ปี ด้วยการนำปุ๋ยอินทรีย์จากเปลือกกาแฟ รวมถึงเศษใบไม้มาใส่ในก้นหลุมที่เตรียมไว้ เพื่อให้ดินมีแร่ธาตุ และมีความสมบูรณ์ กระทั่งเมื่อนำต้นกาแฟมาปลูก จะทำให้ต้นกาแฟแข็งแรงสมบูรณ์

 

การปลูกพืชให้ร่มเงา

เมื่อปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว เราจะเริ่มนำต้นไม้ใหญ่มาปลูกเพิ่มเติม ผสมผสานกับต้นไม้บางส่วนที่มีอยู่แล้ว เพื่อสร้างร่มเงา หรือ Shade Grown ให้กับต้นกาแฟ ตามทฤษฎีว่าไว้ว่า ต้นกาแฟต้องการแสงแดดประมาณ 60% เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ส่วนต้นไม้ที่เราทำการปลูกเพิ่มนั้นจะเป็นต้นแมคคาเดเมีย อโวคาโด และพื้นคลุมดิน อย่าง ถั่วปินโต เพื่อเพิ่มแร่ธาตุไนโตรเจนให้กับดินนั่นเอง

 

Trick

  • การสร้างไม้ร่มเงาให้กับต้นกาแฟนั้น ในทุกๆ พื้นที่ 8 ตารางเมตร ควรมีต้นไม้ให้ร่มเงา 1 ต้น และใน 1 ไร่ ควรมีต้นไม้ให้ร่มเงาอย่างน้อยประมาณ 35 ต้น สามารถเลือกปลูกเป็นไม้ผลได้ เช่น แมคคาเดเมีย องุ่นต้นบราซิล อโวคาโด
  • ซึ่งการจะสร้างไม้ให้ร่มเงา แนะนำให้ปลูกไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการปลูกต้นกาแฟ เพื่อที่ต้นกาแฟจะสามารถเจริญเติบโตได้ดี และมีเพื่อนคอยป้องกันเรื่องของการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่น อากาศ และศัตรูในอนาคต
  • และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ ไม่ควรปลูกต้นไม้ร่มเงาแบบเดียว ควรปลูกคละกันหลายๆ แบบ เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ

 

 

การปรับปรุงสายพันธุ์

Bluekoff สรรหาสายพันธุ์ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีในด้านรสชาติ และนำมาทดลองปลูกในไร่ของตัวเอง อย่าง เกอิชา และทิปปิก้า เพราะเราตั้งใจที่จะเพาะปลูกและนำมาทดลองทำเป็นโปรเซสต่างๆ และชิมรสชาติ และหากได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จะกระจายให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ของตัวเองต่อไป โดยเรามีการจัดสรรพื้นที่ แบ่งแยกพื้นที่ให้แต่ละสายพันธุ์ เพื่อป้องกันการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ และง่ายต่อการวัดผลในแต่ละปีอีกด้วย

ซึ่งการปลูกต้นกาแฟ จะเริ่มจากการขุดหลุม โดยมีความกว้าง*ยาว*ลึก ไม่น้อยกว่า 60*60*60 เซนติเมตร แต่ละต้นห่างกันไม่น้อยกว่า 1.5 เมตร เพื่อให้มีระยะห่างให้รากของต้นกาแฟในวัยที่โตเต็มที่ ไม่ชนกัน รากสามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่ และในช่วง 1-3 ปีแรก จะมีการขุดหลุมเล็กๆ ระหว่างต้นกาแฟเอาไว้เป็นหลุมสำหรับใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และเศษใบไม้ต่างๆ เพื่อเป็นสารอาหารให้กับต้นกาแฟ และเมื่อต้นกาแฟอายุครบ 3 ปีแล้ว เราจะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว และสามารถนำมาลองทำโปรเซส และชิมรสชาติ เพื่อติดตามผลลัพธ์ในทุกๆ ปี

 

เพื่อที่จะพัฒนากาแฟไทยให้ดียิ่งขึ้นไปอีกในทุกๆ ด้าน Bluekoff จึงไม่หยุดที่จะศึกษาหาความรู้ เพราะเราต้องการที่จะส่งต่อและมอบสิ่งที่ดีที่สุดในด้านของกาแฟให้กับผู้ดื่มได้ลิ้มลองรสชาติที่พิเศษ จากแหล่งปลูกที่ดี และจากกรรมวิธีการผลิตที่เอาใจใส่ในทุกๆ ขั้นตอน 

 

ทั้งนี้หากผู้อ่านอยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับกาแฟ Bluekoff มีกิจกรรมดีๆ อย่าง Bluekoff The Origin Trip ที่จะพาผู้ร่วมทริป เดินทางไปเยี่ยมชมไร่กาแฟของ Bluekoff พร้อมทั้งร่วมทำกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้คุณได้ประสบการณ์ในเรื่องของกาแฟเพิ่มมากขึ้นไปอีกขั้น

 

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ ได้ที่เพจ Facebook Bluekoff และ Facebook Bluekoff Education Center รวมถึงทุกช่องทางของบลูคอฟ เพราะเราอยากเห็นคนไทยได้ดื่มกาแฟที่ดีในทุกๆ วัน